วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551

18 เมษายน 2551

วันที่ 18 เมษายน 2551


วันนี้ก็มาทำ IR เหมือรเดิมตลอดช่วงเช้า พอช่วงบ่ายก็ไปประชุมเตรียม present แผนกของเราให้เพื่อนๆ ดูในวันที่ 22 เมษายนนี้ ตื่นเต้นจังส์เลยยยยยย อยากจะบอก จากนั้นก็มาทำป้ายแต่ละแผนกจนเสร็จก็เลิกงานพอดี เลยกลับบ้านและไปเตรียมตัว present ให้ดีที่สุดจร้า สำหรับวันน็ได้ไปอีกหลายประเทศอยู่น้า แล้วมาเจอกันใหม่นะคะ จันทร์หน้าก็ต้องไป train แล้ว ตื่นเต้นอยู่น้าเพราะไม่รู้ว่า train บอะไร





17 เมษายน 2551

วันที่ 17 เมษายน 2551


วันนี้เรียน Photoshop อีกวัน เพราะพี่ฟริ้นซ์บอกว่าจะสอนให้สัปดาห์ละสองครั้ง ดีจังส์เรยยยย
วันนี้เรียนเกี่ยวกับการ retouch ภาพ โดยใช้ tools ต่าง ๆใน photoshop ก็เอาไว้ลบรอยสิว ทำภาพ แต่งภาพให้สวย ๆ ได้เลยนะเนี่ย ขอเพียงแต่ต้องพัฒนาฝีมือหน่อย 555+ จากนั้นเขอก็มานั่งทำ IR ต่อถึงเวลาเลิกงานเลย วันนี้ก็ได้หลายประเทศมาก ๆ เลย ดีจังส์ อีกอย่างเหมือนเป็นข่าวร้ายรึป่าวไม่รู้ มีการกำหนด deadline มาแล้ววว คือวันที่ 25 เมษายนนี้ เลยตอนนี้ก็เต็มที่ทำอย่างเดียว เร่งให้เสร็จสุดฝีมือเลยยยย

16 เมษายน 2551



วันที่ 16 เมษายน 2551




เริ่มต้นกับหลังสงกรานคต์ ยินดีต้อนรับสู่ วันพุธ ค่ะ วันหลังจากสงกรานต์ที่ไม่หยุดชดเชย เพราะทุกคนเต็มที่เพื่อชาวเอไอเอสทั้งหลาย $_$




วันนี้เริ่มต้นเรียนรู้ โปรแกรม Photoshop เกี่ยวกับการสร้าง layer เครื่องมือที่ใช้ในการ selection Iรูปต่าง ๆ หลังจากนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับ state ต่าง ๆ ของ TTS ตอนแรกพี่ฟริ้นซ์ก็ให้เราช่วยกันคิด หลังจากนั้นก็เฉลย ก็ใกล้เคียงนะเกือบถูก แต่ก็ไม่ถูกอยู่ดี ว้า....แย่จังส์ แต่ก็แอบดีใจที่ถูกบ้าง ที่จริงแล้ว state ต่าง ๆ ก็เป็นดังรูป









จะเริ่มต้นจากทาง เซอร์วิแลนซ์ ออกใบงาน และมอบหมายงานให้ใคร ซึ่งถ้าผู้ที่ถูกมอบหมายงานให้ไม่สะดวกก็อาจจะส่งให้อีกคน จากนั้นก็รับงานไว้และ initiate ไว้ และถ้าไปทำงานหน้า site แล้วให้แจ้งเปลี่ยนเป็น on site จะได้รู้ว่ามีคนกำลังทำงานอยู่ จากนั้นก็ส่ง report แจ้งผลว่าสำเร็จหรือไม่ซึ่งหลังจากแก้ไขแล้วต้องให้ field maintenance คอยตรวจสอบกับทาง เซอร์วิแลนซ์ด้วย ถ้าโอเคก็ปิดงานได้ แต่ถ้าม่สำเร็จต้องแจงเหตุผลว่าเป็นเพราะสาเหตุใด และคอยแก้ไขต่อไป ในการทำงานถ้าไม่เสร็จภายใน 1 วันขณะ on site ต้องเปลี่ยนสถาะมาเป็น initiate เพื่อป้องกันการขโมย และรักษาความปลอดภัยถ้ามีผู้บุกรุก alarm intruder จะทำงาน แต่ถ้าเป็น on site อยู่ alarm จะไม่ทำงาน ก็เป็นการรักษาความปลอดภัยอีกรูปแบบนึง
จากนั้นช่วงบ่ายก็มาเรียนรู้ถึง External Frame ซึ่งเป็น alarm ภายนอกที่เกิดขึ้น และก็แสดงดังรูปต่อไปนี้จร้า บวกกับคำอธิบายซึ่งรูปนี้ก็ต้องขอบคุณพี่ฟริ้นซ์มากมาย ที่ให้รูปพร้อมคำอธิบายมา ทำให้เขอจำได้แม่นยำและเห็นภาพชัด ที่สำคัญตามทันและเข้าใจด้วย เพราะตอนแรกที่พี่ๆ พูด ยอมรับเลยนะคะว่าฟังไม่ค่อยทัน ^_^




1.EXT. ALARM (AC POWER or Main AC fail ) หมายเลข 1 ความหมาย ไฟฟ้าดับ อาจเป็นทาง MEA หรือ Transformer
2.EXT. ALARM (AC AT RECTIFIER FAIL) หมายเลข 7 ความหมาย ไม่มี ac. Input ก่อนเข้า rectifier
3.EXT. ALARM (LOW VOLTAGE) หมายเลข 9 ความหมาย ระดับแรงดันของ battery ต่ำ ( อาจถูก define เป็น RECTIFIER_DC_LO_VOLT เนื่องจาก tap จาก output ของ rectifier)
4.EXT. ALARM (HIGH VOLTAGE) หมายเลข 10 ความหมาย ระดับแรงดันของ battery สูง ( อาจถูก define เป็น RECTIFIER_DC_HI_VOLT เนื่องจาก tap จาก output ของ rectifier )
5.EXT.ALARM (RECTIFIER UNIT FAIL) หมายเลข 8 ความหมาย Rectifier module อย่างน้อย 1 unit เสีย
6.EXT. ALARM (Gen. Run or Gen. exercise) หมายเลข 2 ความหมาย Generator start โดยยังไม่จ่าย load
7.EXT. ALARM (Gen. On load) หมายเลข 3 ความหมาย Generator มีการทำงานโดยมีการจ่าย load ให้ชุมสาย
8.EXT. ALARM (Gen. Automatic block or Gen.fail) หมายเลข 4 ความหมาย Generator เสียไม่สามารถ start ได้
9.EXT. ALARM (Low fuel) หมายเลข 6 ความหมาย น้ำมัน generator เหลืออยู่น้อย
10. SYSTEM NOT AUTO หมายเลข 5 ความหมาย ATS ไม่สามารถทำการ switch ให้รับ power ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้เช่นกรณี ไฟฟ้าดับอาจเลือกรับจากตำแหน่งกลางซึ่งไม่มี power ปกติอาจเกิดจากการที่ setting ผิดหรือมีคน manual switch ผิด step ทำให้การทำงานครั้งต่อไปของ ATS ผิด function


จากนั้นเราก็มาทำงานประจำของเราต่อ นั่นก็คือ IR นั่นเอง ก็ได้ไปอีกบางประเทศแต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้มาทำต่อ เพราะเวลาเดินทางมาถึง 5 ครึ่งแล้วววว ก็เลยหนีกลับบ้านไป คริคริ

11 เมษายน 2551

วันที่ 11 เมษายน 2551



วันนี้ก็ทำงาน IR งับ และช่วงบ่าย ๆ ก็ไปเรียน Oracle แต่ ยังอยู่ในขั้นเพิ่ง set program ก็เลยรู้มาว่า oracle ก็คือโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลอย่างหนึ่งนั่นเอง และแล้วก็หมดเวลาค่อยต่อกันในสัปดาห์หน้างับ

***ขอให้สนุกกับวันสงกรานต์นะคะ ^_^***





10 เมษายน 2551

วันที่ 10 เมษายน 2551




วันนี้เจาะลึกเข้าไประหว่าง BTS -> BSC ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ระหว่าง BTS -> TRS จะใช้สาย Coax. ความเร็วต่ำ และจาก TRS -> TRS ใช้สาย fiber 155 Mbps stm-1 ความเร็วสูง และสุดท้าย ระหว่าง TRS -> BSC ก็ใช้สาย Coax. ความเร็วต่ำ ระยะทางจาก BTS -> BSC ทั้งหมดประมาณ 10 Km. และที่ในความเร็วสูงไม่ใช้สาย Coax. เพราะว่าสาย Coax. Loss, Noise, Attenuation
Mux = Low speed -> High speed
Demux = High -> Low
2->4->8->16->34->…->155 Mbps
การนับมี 2 แบบ เรียกแบบข้างบนว่า PDH ( Plesynchronous Digital Hierarchy) เป็นการ็นับแบบเก่า ไม่ต้องมี clock มาช่วย เป็นจังหวะที่ตายตัว เป็น analog การส่งอยู่ในจังหวะที่เท่ากัน แบบถัดมา คือ แบบ SDH ( Synchonous DH) ต้องมี clock เข้ามาช่วย จังหวัที่ส่งไปเท่ากัน แต่ใช้ clock มาให้จังหวะแล้วจับมารวมกัน 2M -> E1:PCM เป็นสายสื่อสัญญาณที่มีความเร็วต่ำที่สุดแล้วใส่ในกรอบ VC-12 แล้วใส่ overhead เป็น startbit จะมี pointer เรียกว่า TUG 12 บอกว่าเป็น startbit ของ frame และบอกตำแหน่งว่าอยู่ไหนในกล่องใบใหญ่ ๆๆๆจากนั้น VC-12 รวม ๆ กันหลาย ๆ อัน เรียกว่า TUG-2 จากนั้น TUG-2 packรวมกันในขนาด 7*3 เรียกว่า TUG-3 และใน TUG-3 รวมกันเรียกว่า AVG เกิดจาก 2M*3*7*3 ทั้งหมดมี 63 ก้อน ดังรูปต่อไปนี้














ใน Overhead จะทำหน้าที่เป็น O&M ( Operating and maintenance) บรรจุ alarm และ error พวกนี้ดังรูปRDI ( Remote Detect Indicator)
LOS ( Loss of Signal)
AIS ( Alarm Indicator Signal)
ถ้าเส้นที่ส่งสัญญาณขาดจะแสดง LOS และส่ง alarm ไปที่ AIS
นี่คืออีกตัวอย่างนึงถ้าขาดจะ switch มาใช้เส้นทางสำรองแทน ใช้เวลาในการส่งแต่ละครั้งไม่เกิน 3 ms



เรียนจบอีก 1 วันงับ ^0^
เนื้อหาจะครบถ้วนปล่าวน้า ถ้ามะครบต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ *0*
ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่คอยให้ความรู้นะคะ ความรู้ใหม่ ๆ ทั้งนั้นเลย หาไม่ได้ในห้องเรียนจริง ๆ เน้น จิง ๆ ค่ะ ต้องมาเรียนรู้เองทั้งนั้นเลยค่ะ สนุกมากส์ ๆ ค่ะ










































9 เมษายน 2551

วันที่ 9 เมษายน 2551

วันนี้มาเจาะลึกใน Basic Cellular System มาเริ่มกันที่
1G -> โทรศัพท์บ้าน เป็นสัญญาณ analog ไม่สามารถใช้กับต่างระบบได้
2G -> แก้ปัญหาโดยการมี Roaming + data และสามารถใช้ระบบ GSM ได้ทุกที่ แต่เฉพาะระบบ GSM ใช้ได้ด้วยกันเท่านั้นในต่างพื้นที่
3G -> ทุกระบบสามารถใช้ร่วมกันได้หมด service ก็สามารถใช้ได้ถึงแม้ว่า operation จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม ขอแค่ใช้ 3G เหมือนกันทุกที่ก็ได้แล้ว
CDMA -> การใช้ bandwidth เท่าเดิม ความถี่เดียว แต่ใช้การ encode แทนจึงสามารถที่จะคุยกันรู้เรื่อง อยู่ใน 3G เน้นการให้บริการใหม่ ๆ เน้น Internet ( Multimedia), Telecom service ( Voice, SMS, MMS) และ Information ( Video) ต้องคุยภาษาเดียวกัน ถ้าต่างภาษากันจะคุยไม่รู้เรื่อง คุยกันในแบบของ code
Phase ของ 3G = Release 99 à EDGE, CDMA
FDD ( Frequency Division Duplex) ความถี่ของการ UL 1.92 – 1.98 GHz, DL 2.1-2.7 GHz TDD ( Time Division Duplex) ใช้การแบ่งเวลาเป็นตัวกำหนด ใช้แค่ความถี่เดียวคือ ใช้ 2.1 GHz BW ของ GSM คือ 200 KHz ความเร็วในอากาศ 270 symbol/sec ในระบบของ 2G GSM ส่วน BW Wide Brand CDMA – 5 MHz ความเร็วในอากาศ 3.84 MC/sec ในระบบ 3G
ในระบบ 2G Mobile -> BTS ถ้าเป็นในระบบ 3G Terminal -> Node B, BSS -> RAN ( Radio Access Network) NSS -> CN ( Core Network)
ADSL – เป็นการใช้งาน data+ โทรศัพท์พร้อมกันได้ คุณภาพในการส่งขึ้นอยู่กับ ระยะทางและคุณภาพของสายที่เป็นสายทองแดง
Release 4 --<> Idol
ในเทคโนโลยี 3G จาก TDMA -> CDMA แทน
BSC + PCU = RNC ( Radio Network Controller) à Release 99
ใน Release 5 จะเพิ่ม IMS ( IP- Multimedia Service Domain) รองรับ TCP/IP
CDMA – ความถี่เดียวแต่ใช้คนละภาษา
PSTN – Public Switching Telephone Network à fixed line ที่จริงแล้วจะรับได้แค่ voice อย่างเดียว แต่ตอนนี้เริ่มสนับสนุน Non- Voice แล้ว
Carpex : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน
Opex : ค่าใช้จ่ายในการ operation ดูแล operate ต่าง ๆ
จบช่วงเช้าแล้ว มาเริ่มที่ช่วงบ่ายกัน
อ่อ ตอบคำถามของ พี่ฟริ้นซ์ก่อนเน้ สาเหตุที่ใช้ไฟลบในอุปกรณ์ชุมสาย เพราะ ป้องกันสัญญาณ NOIZE รบกวน และขั้วบวกก็ต่อเข้ากับสายดิน เพราะลดการเกิดสนิมของอุปกรณ์โครงข่าย แล้วมาต่อกันที่
MSISDN ( Mobile Sub Integrated Server Digital Network)
E 164 = CC+NDC+SN เป็นเบอร์ที่เป็นทางการ ทั่วประเทศรู้จัก ถ้าโทรไปต่างประเทศก็ต้องกดตาม format นี้
E 212 :IMSI = MCC+MNC+MSIN ประโยชน์ คือ เวลาเปิดเบอร์ใหม่ช่วยในการ LOC-UP ไปที่ BS แล้ว process ที่ HLR ว่ามีอยู่ใน Network หรือไม่ ถ้าอยู่ก็สามารถ LOC-UP ได้ แต่ถ้าต่าง operation อย่างเช่นอยู่ในต่างประเทศ ก็จะสามารถที่จะ LOC-UP ได้ โดยตรวจสอบที่ network ใหม่ ถ้าคุยอยู่ในระดับหนึ่งก็จะส่ง Id MSI ไปและจะถูกเก็บไว้ ซึ่งเป็นส่วนที่จะไม่นำไปขายให้ลูกค้าเพื่อป้องกันการ copy sim
IMEI : รหัสของเครื่องโทรศัพท์มือถือ = TAC+FAC+SNR+SVN

ผ่านไปอีก 1 วันนะจร้า สำหรับวันนี้ก็สนุกดี ความรู้แน่นเลย เพื่อนำไปต่อยอดในวันพรุ่งนี้

8 เมษายน 2551

วันที่ 8 เมษายน 2551

วันนี้เราได้ศึกษาเรื่องโครงข่ายของ AIS Network กัน เริ่มกันที่ หน้าที่ของ signal คือ Mobility Management และ Routing ให้กับ Traffic Channel มาตรฐานเก่าของ signal ในส่วนของ traffic จะถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะตรง TS ที่ 16 เท่านั้น ตี่มาตรฐานใหม่สามารถที่จะให้อยู่ที่ TS อันไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่ A0 ที่ต้อง fix เป็น alignment โดยใช้ standard ของ C7
SPC ( Signal Point Code) คือ เลขหมายประจำตัวของ NE ( Network Element) เช่น BSC ก็คือส่วนหนึ่งของ NE เหมือนกัน ทางต้นทางจะเรียกว่า OPC ( Original Point Code) ส่วนปลายทาง เรียกว่า DPC ( Destination Point Code) เราจะรู้การส่งข้อความจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างถูกต้องโดยใช้เส้นสัญญาณที่เรียกว่า SL ( Signal Link) กลุ่มของ SL เราจะเรียกว่า SLS ( SL Set) ใน set ๆ หนึ่งจะมีได้มากถึง 16 SL
ลักษณะที่มีทั้ง PC 100 และ 400 ในอันเดียวกัน เราเรียกว่า Multi Point Code ใช้ในกรณีเชื่อมต่อไปยังต่าง operation กันเป็น International PC ชื่อต้องไม่ซ้ำกัน ต้องเข้าใจกันทั่วโลก ถ้าเป็น PC ภายในองค์กรก็จะ fix เป็น Local PC
ในการส่งข้อมูลระหว่าง switch จะมี TSM ( Time Switch Module) เป็นตัวเลือก TS ว่าจะใช้อันไหน และ SPM ( Space Module) บอกตำแหน่งที่อยู่ที่จะส่ง Traffic ไป เป็นการเคลื่อนย้ายและเคลื่อนที่ของ location ถ้าการส่ง-รับไม่จำเป็นต้องเป็น TS เดียวกันแล้วแต่ switch จะจัดสรร
GSM เริ่มจากการมีแต่ Voice ต่อมามรการเพิ่ม data เข้ามามากขึ้นเป็นการเพิ่มส่วนของ GPRS และพัฒนามาเป็น steaming data คือในส่วนของ CDMA, EDGE บริการเสริมต่าง ๆ
IN ( Intelligent Network) รองรับ One-2-Call (prepaid), MultiSim เป็น network ต่างหากที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับ functions เหล่านี้ อยู่ในยุค 2.5G ใช้ IP or C7 over IP จะเป็นข้อความรูปแบบของ C7 (Sig-Tran) ในการคุยกัน
นอกจากนี้ในช่วงบ่ายเขอก็มา plan ทำรายละเอียดของ server ใน excel ก็ทำไปเรื่อยๆ ถึงตอนเย็นเลย สนุกจังส์ ^_^



วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551

วันที่ 4-6 เมษายน 2551

3 วันนี้หนีไปค่ายมา สนุกมากมาย 55+ วันแรก เป็น walk rally อันที่สอง เป็น กีฬาสี เขออยู่สีชมพู วันสุดท้ายก็เฉลย buddy และสรุปคะแนนแต่ละบ้าน ไม่อยากบอกเลยได้ที่ 1 นับจากหลัง 55+ แต่ก็สนุกดี ได้รู้จักเพื่อนมากมายงับ ^_^

วันที่ 3 เมษายน 2551

รายงานการฝึกงานวันที่ 3 เมษายน 2551
GSM Network
Mobile --> Antenna (BTS) --> BSC --> TRAU --> MSC
จากโทรศัพท์มือถือไปยัง TRAU เรียกว่า BSS ( Base station Sub System) จะเป็นส่วนของ radio part จะวัดความแรงของระดับสัญญาณ สมองของ radio part ก็คือ BSC ส่วน TRAU ( Transcoder Unit) เป็นอุปกรณ์ที่ติดไว้ที่อุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งหรือติดไว้ใกล้กับอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง ส่วนจาก TRAU
ไปยัง MSC คือ ส่วนของ NSS ( Network Switching Sub System) เป็นส่วนของ switching part
ในส่วนระหว่างมือถือไปยัง BTS เป็น Air interface จะประกอบไปด้วยหลายๆ TS ใน 1 ความถี่ก็จะมี 8 TS = 1 TDM = 1 TRX ในที่นี่คือ cell 1 cell และแต่ละช่องของ TS จุได้ 16 k ส่วนที่เชื่อมระหว่าง BTS กับ BSC คือ A-bis interface ส่วนที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่าง BSC กับ TRAU คือ Ater interface และส่วนที่ต่อระหว่าง TRAU กับ MSC คือ A interface
ใน site หนึ่งจะมีประมาณ 2-3 cell
ในส่วนของ radio part ที่เป็น A-bis interface จะใช้ LAPD ( Link Access Protocal on D-Channel) เป็น standard signal ในการเชื่อมต่อหาเส้นทาง ใน 1 TS จะจุได้ 64 k maximum
Logical Channel
1)
BCH ( Broadcast Channel) จะทำการใส่หน้าที่ให้แต่ละ TS จะมี UL&DL ประกอบไปด้วย
1.1) FCCH ( Frequency Corrective)หาความถี่ที่คุย SCH ( Synchronization)
1.2) CCCH ( Common Control Channel) เปรียบเหมือนนาฬิกาให้จังหวะให้ตรงกับ TS
1.3) BCCH ( Broadcast control) เป็นที่ระบุให้รู้ว่าโทรศัพท์ใช้งานไหนอยู่และทำอะไรบ้าง ประกอบไปด้วย Cell ID, ARFCN, and Options ซึ่งรวมเรียกว่า System Information
2) CCCH ( Common Control Channel) ใช้ในการ setup call ประกอบไปด้วย
2.1) PCH ( Paging) ใช้ในการติดต่อกับเบอร์ปลายทาง
2.2) AGCH ( Access Grant) ใช้ในการแสดงผลของการร้องขอสัญญาณจาก RACH
2.3) RACH ( Random Grant) ใช้ในการร้องขอสัญญาณ
ซึ่งมนกระบวนการ setup ก็จะมี MTC ( Mobile Terminating Call ) คือกระบวนการ setup call ของฝั่งผู้รับ MOC (Mobile Originating Call ) คือกระบวนการ setup call ของฝั่งผู้โทร
3) DCH ( Dedicated Channel) แบ่งออกเป็น
3.1) SDCCH ( Stand alone Dedicated) จะทำหน้าที่เป็น call setup โดยตรง และ เกี่ยวกับ SMS and LOC-UP ( Location Update)
3.2) SACCH ( Slow Associated Control) Measurement Report ประกอบไปด้วย Pathloss และ RxLevel
3.3) FACCH ( Fast Associated Control) H/O (MS active)
3.4) CBCH ( Cell Broadcast)
4) TCH ( Traffic Channel) คือ ช่องสัญญาณที่จะคุย จะเป็นลักษณะของ voice+data จะแบ่งเป็น
4.1) FR ( Full Rate) 16 kbps
4.2) HR ( Half Rate) 8kbps
ใน 1 TS จุได้ 16 k maximum แต่ถ้าคนคุยเยอะก็อาจจะแบ่ง TS ของ FR เป็น HR จะทำเฉพาะในส่วนของ voice คุณภาพก็จะต่ำลงแต่ก็ยังสามารถที่จะคุยรู้เรื่อง ถ้าเป็นส่วนของ data จะส่งเป็น FR เท่านั้น
GSM ใช้ TDMA ( Time Division Multiplexing Access) จะเป็นการแบ่งให้คนอื่นได้ใช้ด้วย แบ่งเป็นช่วงเวลา และ FDMA ( Frequency Division Multiplexing Access) เป็นการใช้ความถี่ที่ต่างกัน ทำให้ผู้ใช้ไม่สับสนและปนกัน ใน 1 TS อาจจะมี SDCCH ประมาณ 2 อัน ที่เหลือก็จะเป็น TCH ถ้าคู่สายจับสัญญาณของ SDCCH ได้แล้วจะไปที่ TCH อันไหนก็ได้ที่ว่างอยู่ ในบางกรณีถ้าขอสัญญาณได้แล้วแต่สักพักสายก็หลุดไป บางครั้งอาจจะเกิดจาก SDCCH อาจหลุดหรือจับสัญญาณไม่ได้ การที่จะคุยกันได้ทั้งสองสายจะต้องมี SDCCH ทั้งคู่ ไบเสร็จจากการส่งสัญญาณ ทางระบบจะตัด LAPD ไปเพราะเอาไว้เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง BTS และ BSC เท่านั้น
C7 – เป็นสัญญาณที่อยู่ในส่วนของ switching
TRAU – ทำหน้าที่ compress หรือ depress สัญญาณให้เหลือเพียงช่องเดียว

ใน A-bis interface การเชื่อมต่อกันจะต้องเป็นการเชื่อมต่อกันกับอุปกรณ์ที่เหมือนกันเท่านั้นส่วน interface อันอื่นสามารถต่อข้ามกันได้
Voice ที่ใช้จริงเพียง 6 kbps เท่านั้นซึ่งถูกบีบอัดมาจาก 64 kbps
ARFCN ( Absolute Radio Frequency Channel Number) คือเลขความถี่ แบ่งออกเป็น ULและ DL ระหว่าง UL กับ DL จะเว้นห่างกันประมาณ 3 TS เพื่อให้ประมวลผล ใน 1 TS ใช้เวลาประมาณ 557 ไมโครวินาที ARFCN 1-124 มีความห่างของช่องสัญญาณ 200 kHz ความถี่ของ UL และ DL จะต้องตรงกันทุกครั้ง ความถี่ของ UL คือ 890-915 MHz ส่วนของ DL จะอยู่ที่ 935-960 MHz
HSN ( Hopping Sequence Number) จะอยู่ในตู้ของ BTS เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนความถี่กัน โดยการ share ความถี่กันไปมาเพื่อหาความถี่ที่ดีที่สุด

เรียบร้อยไปอีก 1 วันงับ ความรู้แน่นปึ้กเลย เตรียมตัวไปค่าย พุ่งเน้แว้วววว

วันที่ 2 เมษายน 2551

รายงานการฝึกงานวันที่ 2 เมษายน 2551
วันนี้ไปดูงาน network ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ สาขาแจ้งวัฒนะ วันนี้ทำการจด label ของตู้ rack และ ตรวจ check ข้อมูลของ access card ว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่และถูกต้องหรือไม่
ในตู้ ๆ หนึ่ง จะใช้ PCM แล้ว sampling เป็นระบบ digital ใน 1 เส้น จะมี 30 คู่สาย จับมาคุยกัน เวลามีคนโทรมาจะวิ่งไปที่ BS ระหว่างนั้นก็จะมีการจับสัญญาณและรอสัญญาณจากอีกคู่สายหนึ่ง ในตู้หนึ่งจะประกอบไปด้วยหลายๆ switch สายสีเหลืองที่เห็นจะเป็น fiber optic จะทำการ MUX หลายๆ อันเข้าไปเป็น 1 อันแล้วส่งออกไป จะรวมจาก signal ต่ำ ๆ ไปเป็น สูง
BSC คือ ตัว controller
ในบริษัทนี้จะใช้ของ Huawei Nokia Ericsson
UPS – ใช้ในการสำรองไฟกระแสสลับ
AC --> UPS --> real system
DC --> Rectify ( เอาไว้เลี้ยงกระแสไฟ) àBattery ( charge) --> real system
ตู้ BTS จะอยู่ในอากาศรับสัญญาณมาจาก Antenna ซึ่งจะทั้งรับทั้งส่งสัญญาณ และส่งต่อไปยัง BSC

วันนี้ได้ออกไปนอกสถานที่ด้วยอ่า ดีจังส์ ครึกครื้นอีกวัน

ฝึกงาน วันที่ 1 เมษายน 2551

รายงานการฝึกงานวันที่ 1 เมษายน 2551
เขอก็มาฝึกงานที่นี่เป็นวันแรกหลังจากที่หวังมานาน ในที่สุดก้เป้นความจริงซักที สถานที่ฝึกงานเป็นตึกชินวัตร 2 ชั้น 9 เป็นหน่วยงานของ NOC ( Nationwide Operating Center) ซึ่งแบ่งงานออกเป็น 6 แผนกย่อย ดังนี้
- SYS ( System Supervision) เป็นแผนกที่คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของ network
- SMC ( Service Management Center) เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะรายบุคคลซึ่งอาจจะรับรู้ปัญหาตรงนั้นจากลูกค้าโดยตรงหรือ shop ต่างๆ ปัจจุบันแผนกนี้เปลี่ยนชื่อเป็น SES
- ECS ( Enterprise and CP supervision) เป็นแผนกที่แก้ปัญหาในระดับองค์กร
- CFM ( Configuration Management) เป็นแผนกที่ทำการ config. ชุมสายและเบอร์โทรศัพท์เช่น ถ้าต้องการระบุที่อยู่ของ 1 ล้านเลขหมาย และแบ่งออกเป็นภาคละ 2 แสนเลขหมาย รวมถึงกรุงเทพฯ ก็จะให้ฝ่ายนี้เป็นผู้จัดการ
- NAM ( Network Analysis Management) เป็นการ check stat. ของ network โดยสามารถที่จะดูย้อนหลังได้ ถ้าเกิดมีปัญหา ฝ่ายนี้จะเป็นผู้แก้ไข
- COTS ( Corporate Technical Support) เป็นฝ่ายที่ contatct และ service กับบริษัท Blackberry ซึ่งเป็น vendor กับบริษัทอยู่ จะทำการ check push mail




เจาะลึกแผนก SYS
ในแผนกนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้
1) core network – switching transmission base station
ซึ่งในส่วนนี้ก็จะแบ่งออกเป็น 5 Nodes ดังนี้
1.1) Node A – NR
1.2) Node B – SR
1.3) Node C – CR
1.4) Node D – ER
1.5) Node E - NER
ส่วนของกรุงเทพฯ ก็จะกระจายตาม Node ต่าง ๆ เพราะว่ากรุงเทพเป็นพื้นที่ใหญ่
2) VAS ( Value as Service) – จะดูแลจำพวกบริการเสริมทุกอย่าง ยกเว้นบริการที่เกี่ยวกับเสียงเท่านั้น จะแบ่งออกเป็น 2 Nodes ดังนี้
2.1) Node A – จะดูแลเกี่ยวกับ SMS MMS เป็นต้น
2.2) Node B – จะดูแลเกี่ยวกับพวก GPRS EDGE เป็นต้น
Serverity เป็นระดับความรุนแรงของปัญหา network
- Critical < align="left">- Major < align="left">- Minor < align="left">- Warning - No Limited





BTS ( Base Transmission Station)
BSC ( Base Station Controller)
MSC ( Mobile Switching Center)
HLR ( Home Location Register)
GSMC ( Gateway MSC)

Cell --> Site ( หลาย ๆ cell รวมกัน)

เรียบร้อยไป 1 วัน ความรู้แปลกใหม่ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย น่าสนใจมากมายยย ^_^